กาลามะสูตรช่วยด้วย
ม.ประทีป

www.FangCity.com
ขอขอบคุณ เจ้าของบทความทุกท่าน
*-*

ในยุคโลกาภิวัตน์ คือยุคข่าวสารข้อมูล ทำให้โลกแคบ จนสามารถรู้เห็นกันได้ทั่วถึง อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นที่ไหนก็ตาม เรื่องที่เกิดขึ้นนั้น จะจริงหรือไม่จริงอย่างไรก็ตาม ก็ทำให้คนในโลกจิตไม่ปรกติ อย่างน้อยเกิดความสงสัยขึ้นมาทันที และทำให้คนเป็นโรคจิตมากขึ้นๆ
เหตุการณ์เช่นนี้ ในครั้งพุทธกาลก็เคยมีประชาชนชาวกาลามะ แห่งเกสปุตตนิคม ซึ่งเป็นทางผ่านของนักเผยแพร่ศาสนา แต่ละอาจารย์ต่างก็ยืนยัน ว่าคำสอนของฉันเท่านั้นถูก ของคนอื่นผิดทั้งนั้น ในเมืองไทยในยุคปัจจุบัน ก็มีลัทธิต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย จนคนไทยไม่รู้ว่าจะเชื่อใครดี เช่นเดียวกับชาวกาลามะ
พระพุทธเจ้าจึงทรงตรัสสอน ให้ทุกคนเป็นตัวของตัวเอง ให้พิจารณาคำสอนเฉพาะที่ดับทุกข์ได้จริง และนำไปปฏิบัติ พระพุทธองค์จึงทรงตรัสกาลามสูตร ให้พิจารณาด้วยสิติปัญญาของตัวเอง มี ๑๐ข้อดังนี้
๑. มาอนุสฺสเวน อย่ารับเอามาเชื่อโดยการฟังบอกต่อๆ กันมาต้องพิจารณาว่า ดับทุกข์ไหรือไม่ ถ้าดับทุกข์ไม่ได้ก็ไม่ต้องเชื่อ โดยเฉพาะข่าวสารต่างๆ ในยุคโลกาภิวัตน์เช่น คนนี้ว่าอย่างหนึ่งคนโน้นว่าอย่างหนึ่ง ถ้าไม่ใคร่ครวญด้วยปัญญาจะเพิ่มปัญหามากขึ้น
๒. มาปรัมปราย อย่ารับเอามาเชื่อ โดยการที่มีการทำตามๆ สืบๆ กันมา ต้องพิจารณาว่าการกระทำเช่นนั้น เพิ่มปัญหาหรือว่าลดปัญหา ถ้าเพิ่มปัญหาก็ไม่ต้องทำให้เสียเวลา เช่นแฟชั่นต่างๆ พิธีกรรมต่างๆ ที่งมงายเต็มไปหมดยิ่งทำก็ยิ่งเพิ่มกิเลสต้องระวังให้มากๆ
๓. มา อิติกิราย อย่ารับเอามาเชื่อตามเสียงที่กำลังเล่าลืออยู่อย่างกระฉ่อน หรือเรียกว่ามงคลตื่นข่าวนั่นเองหรือแบบกระต่ายตื่นตูมในนิทานอิสป ตัวเองโง่คนเดียวไม่พอ ทำให้คนอื่นพลอยโง่ไปด้วยเดี๋ยวนี้กำลังมีมากขึ้น ต้องระวังให้มากเช่นหมอดู เจ้าแม่เจ้าพ่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เครื่องลางของขลัง พระเครื่องโดยมาก จะมีหน้าม้าคอยโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ
๔. มาปิฏกสัมปทาเนน อย่ารับเอามาเชื่อ ด้วยเหตุเพียงว่า มีที่อ้างในปิฏก ที่เขียนขึ้นมาเพราะนิกาย พุทธศาสนาแต่ละนิกาย ก็มีปิฏกที่ไม่ตรงกัน แต่ให้ศึกษาแล้วนำมาปฏิบัติดู ถ้าดับทุกข์ได้ก็ถูกต้อง แต่ถ้าดับทุกข์ไม่ได้ ก็ไม่ถูกต้อง ไม่ต้องเชื่อ เพราะพระไตรปิฏกนั้น เขียนขึ้นเมื่อราวพุทธศักราช ๔๓๓ -๔๕๐ ก่อนนั้นยังไม่มีการเรียน ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น ต้องเรียนที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เวลาผัสสะ ให้ดูเข้าไปที่จิต ถ้าจิตปรกติไม่หวั่นไหวก็ถูกต้อง ถ้าจิตหวั่นไหวก็ให้ดูจิต จนกว่าจะสงบ แล้วจึงคิดพูดทำสิ่งอื่นต่อไป
๕. มา ตกฺกเหตุ อย่าเชื่อโดยเหตุที่ว่า มันถูกต้องตามเหตุผล ทางตรรกะเพราะเหตุผลเพื่อเหตุผลนั้น ไม่มีข้อยุติ แต่พระพุทธศาสนานั้น สอนเหตุผลเพื่อดับทุกข์โดยตรงเท่านั้น ไม่ต้องมาเถียงกันให้เสียเวลา เมื่อคิดพูดทำอย่างไรก็ได้ ถ้าดับทุกข์ได้ก็ถูกทั้งนั้น เช่น การโต้วาทีระหว่างขี้กับทอง ใครมีเหตุผลเหนือกว่าก็ชนะไป และเป็นอย่างนี้เรื่อยไปไม่มีข้อยุติ แต่ถ้าพุทธศาสนาไม่ต้องเถียงกันให้เสียเวลา ถ้าใครถือเอาอะไรถ้าดับทุกข์ได้ก็ถูก ถ้าดับทุกไม่ได้ก็ถือว่าผิด
๖. มา นยเหตุ อย่าเชื่อโดยเหตุที่ว่า มันถูกต้องตามเหตุผลทางนยะ คือการคำนวณโดยมีสมมุติฐานแบบปรัญา ไม่มีข้อยุติน่าจะอย่างนั้น น่าจะอย่างนี้ เพราะไม่ใช่เรื่องดับทุกข์ ซึ่งยุคโลกาภิวัตน์นี้น่ากลัวมาก เพราะคนจะหาเหตุผลให้ตัวกูได้ทำความชัวมากขึ้นๆ คนหนึ่งไม่มีศีลธรรมมากขึ้น เช่นเดียวกัน เพราะการคาดคเน อนุมานเอาตามกิเลสองตัวเอง(ตัวกู)มากขึ้น
๗. มาอาการปริวิตักเกน อย่าเชื่อหรือรับเอามาเชื่อ ด้วยการตรึกเอาตามอาการ เพราะจะทำให้ถูกหลอกและเกิดกิเลสฟรีๆ ก็ได้ เช่นเขาทำตัวอ่อนน้อมต่อเรา แต่ใจเขาอาจจะคิดไม่ดีต่อเราก็ได้ ยิ่งในยุคโลกาภิวัตน์นี้ ต้องระวังเป็นพิเศษ พวกทำหน้าที่หลอกลวงต้มตุ๋นมามากที่สุด ทั้งนักบวชและชาวบ้านทั่วไป บางทีแต่งตัวเรียบร้อยสวยด้วย แต่อาจเป็นโรคเอดส์ก็ได้ บางคนกิริยามารยาทไม่เรียบร้อยแต่มีคุณธรรมดีมากก็มี เพราะมารยาทเขาไม่เคยฝึกมาก่อนเป็นต้น
๘.มา ทิฏฺฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา อย่าเชื่อด้วยเพียงสักว่าข้อความนั้นมันเป็นได้ หรือเข้ากันได้กับความเห็นของตัวเราเพราะตัวเรานั้นยังมีกิเลสอยู่ จึงไม่บริสุทธิ์ ต้องถือตามกฎธรรมชาติเป็นหลัก จึงไม่เปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือถ้ามีกิเลสแล้วตัวเราต้องเป็นทุกข์ทั้งนั้น แต่ถ้ามีธรรมแล้ว จิตจะไม่เป็นทุกข์ นี่เป็นกฎธรรมชาติที่ตายตัว แน่นอนและไม่เปลี่ยนแปลง ที่สำคัญคือถ้ามีกิเลสแล้ว เราต้องเป็นทุกข์ทั้งนั้น แต่ถ้ามีธรรมแล้ว จิตจะไม่เป็นทุกข์ นี่เป็นกฎธรรมชาติที่ตายตัวแน่นอน และไม่เปลี่ยนแปลงพระพุทธเจ้าทรงนำมาเปิดเผยขึ้นในโลก
๙. มาภัพพรูปตาย อย่าเชื่อด้วยเหตุเพียงสักว่า ผู้พูดมีลักษณะน่าเชื่อ ในสมัยนี้โดยทั่วไปมักเชื่อ คนที่ต้องมีตำแหน่งอย่างนี้อย่างนั้น เลยทำให้ปิดบังพระธรรมที่บริสุทธิ์หมดเลย เพราะไปติดคนพูดไม่ติดธรรมะ จะเห็นว่าโดยมากคนจะสรรเสริญคนพูด แต่ไม่สรรเสริญธรรมะ จึงทำให้ต้องมีการเที่ยวตามหา ตามล่าอาจารย์กันอยู่ทั่วไป จึงทำให้ไม่ได้ที่พึ่งที่แท้จริงเลย เพราะอาจารย์เหล่านั้น ก็ต้องตายหมด ก็เลยมีความว้าเหว่ไปจนตาย เพราะคนเราลืมธรรมหรือพระธรรมนั่นเอง
๑๐. มาสมโณโนครูติ อย่าเชื่อด้วยเหตุเพียงสักว่า สมณะนี้เป็นครูของเรา เดี๋ยวนี้ชอบไปติดครูอาจารย์ ที่สำนักนั้นสำนักนี้ จนลืมพระพุทธเจ้า ลืมพระธรรมไปแล้ว พระพุทธเจ้าเป็นผู้บริสุทธิ์ หมดจดจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งหลายแล้ว พระองค์ไม่ทรงเอาเนื้อหนังของพระองค์ บังพระธรรมเลย เพราะเนื้อหนังนั้นตายได้ ส่วนพระธรรมนั้นไม่ตาย มีอยู่ทุกหนทุกแห่งและอยู่เป็นนิรันดร ด้วยเช่นมีเมตตาเป็นต้น
พระองค์ตรัสว่า

อย่ามาเคารพเราเลย แต่ให้เคารพพระธรรมที่มีอยู่ในคน ไม่ใช่เคารพเนื้อหนัง
อย่ามาเชื่อเราเลย แต่ให้เชื่อพระธรรมคือกฎธรรมชาติ ที่ไม่เปลี่ยนแปลง
อย่ามาพึ่งเราเลย แต่ให้พึ่งพระธรรมเถิด (เพราะพระธรรมช่วยอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่มีใครช่วยโฆษณา คนจึงไม่เห็นคุณค่าของพระธรรม จึงต้องเป็นทุกข์กันต่อไป)

ชาวกาลามะกราบทูลถามพระพุทธองค์ว่า จะให้เชื่ออย่างไร
พระพุทธองค์ตรัสว่า ยทาตุมเห กาลามอตฺตนาว เชยยาถ ฯลฯ
"เมื่อใดท่านรู้สึกขึ้นมาด้วยตัวเอง ว่าการคิดการพูดการทำอย่างนี้ๆ ไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น บัณฑิตสรรเสริญ เป็นไปเพื่อพระนิพพานแล้ว เชื่อว่าถูกต้องแล้วๆ ให้ทำให้มากเจริญให้มาก ถ้าตรงกันข้ามจากนี้แล้ว ไม่ถูกต้อง ไม่ควรกระทำเด็ดขาด" อีกอย่างหนึ่ง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น อย่าด่วนรับหรือด่วนปฏิเสธ ทำจิตให้เป็นกลางๆ ไว้ก่อน

ย่อกาลามสูตรไปปฏิบัติเหลือ ๒ ข้อ

๑. เรื่องปรมัตถธรรมภายในจิตใจ เฉพาะตนอย่าเชื่อตามเขาว่า เพราะสิ่งที่เขาว่า ไม่จริงทั้งนั้น เพราะทุกสิ่งสมมติขึ้นมาพูดเท่านั้นเอง และเปลี่ยนแปลงได้ ตามเหตุตามปัจจัย ไม่แน่นอน เพราะสรรพสิ่งเป็นอนัตตา-คือมีอยู่แต่ไม่มีอยู่จริงๆ เลย ใครจะบังคับให้เป็นอย่างนั้นให้เป็นอย่างนี้ไม่ได้เลย
๒. เรื่องศีลธรรมภายนอก ต้องเชื่อตามเขาว่า เพราะทุกสิ่งสมมติขึ้นมา หรือสร้างขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ให้ถูกต้อง ในสังคมนั้นๆ เช่น การขับรถก็ต้องเชื่อตามกฎจราจร อยู่โรงพยาบาลก็ต้องเชื่อหมอ และพยาบาล เป็นต้น
กาลามสูตรแบบไทยๆ สั้นๆ ของปู่ย่าตายาย
สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น เพราะจะถูกต้มตุ๋นตามข่าวลือได้ เพราะมีการโฆษณากันเหลือเกิน
สิบตาเห็นไม่เท่ากับมือคลำ เพราะอาจถูกหลอกได้ เนื่องจากของปลอมมีมากมายเต็มไปหมด
สิบมือคลำไม่เท่ากับรู้สึกอยู่จริงๆ ในใจของตัวเอง เพราะอาจถูกหลอกได้อีก เช่นเอามือคลำผลส้มเป็นต้น ถ้าไม่ลองชิมดูก่อน ก็จะไม่รู้ว่าส้มหวานหรือเปรี้ยว เมื่อซื้อไปแล้วถ้าส้มเปรี้ยวก็จะทำให้รู้สึกโกรธไม่พอใจ-เกิดทุกข์ในภายหลังได้อีก.
เมื่อปฏิบัติตามกาลามสูตรแล้ว จิตเป็นอิสระไม่ทุกข์ ไม่ถูกใครหลอกได้อีกต่อไป แต่ส่วนต่างกายภายนอกนั้น ต้องเหน็ดเหนื่อยกับสังคม ทำตามกฎกติกาของสังคมไปจนวันตาย เพราะอิสระไม่ได้ ต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามสมมติโลก เช่นเป็นพ่อ แม่ เป็นลูก เป็นครู เป็นลูกศิษย์ เป็นต้น.

HomE