www.FangCity.com
ขอขอบคุณ เจ้าของบทความทุกท่าน
*-*

จินตนาการ
มติชนสุดสัปดาห์
ฉบับที่ 1078 วันที่ 16 เมษายน 2544
-- หนุ่มเมืองจันท์ --boycitychan@matichon.co.th

วันที่ปิดต้นฉบับยังไม่ถึงวันสงกรานต์

แต่ที่แน่ๆ ก็คือสงกรานต์นี้ ผมไม่มีสิทธิเลือกไปไหนได้ เพราะสนธิสัญญาเก่าก่อนตั้งแต่ปีที่แล้วทำให้ชีพจรต้องลงเท้ามุ่งหน้าสู่เมืองจันท์เพียงอย่างเดียว

ไปถึงก็ต้องรับกระบอกน้ำประจำตำแหน่ง "แม่ทัพ" ของเหล่ายุวชนทหารทั้งสาม คือ เจ้าตั้ม เจ้าตั๋ง และเด็กหญิงฟ้าใส
เป็นผลจากวีรกรรมความสนุกสนานบนรถปิกอัพเมื่อสงกรานต์ที่แล้ว
ที่ผ่านมาผมแกล้งทำเป็นไม่พูดถึงคำสัญญาดังกล่าว แต่เจ้าเด็กทั้งสามคนไม่มีใครลืมเลยสักคนเดียว
ทันสมัยด้วยกรรมวิธีการทวงแบบตีเช็คล่วงหน้า 3 เดือน แต่ใช้วิธีแบบแขกทวงหนี้ คือ ทวงเช้าทวงเย็น

จนต้องรับปากว่าไปแน่ เจ้าเด็กน้อยจึงค่อยๆ ปลดผ้าโพกหัวเลิกทวง
เล่นสาดน้ำที่เมืองจันท์ก็ดีอย่างหนึ่งคือปริมาณคนเล่นกำลังดี ไม่มากเกินไปแบบที่เชียงใหม่หรือถนนข้าวสาร เหมาะสำหรับเด็กน้อย 3 คน และเด็กเหลือน้อยอีก 1 คน
ยังไม่ได้เล่นผมก็รู้แล้วว่าสนุก แต่ที่มั่นใจกว่าผมก็คือเจ้าเด็กทั้งสาม
วัยเด็กเป็นวัยที่มีแต่ความสนุกสนาน เพราะยังสะกดคำว่า "ความทุกข์" ไม่ค่อยถูก
เป็นวัยแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตจริงๆ
ยิ่งอายุน้อยเท่าไร ยิ่งไร้ขอบเขตมากเท่านั้น

อย่างช่วงวันเช็งเม้งที่ผ่านมา วันนัดพบญาติของเหล่า "ชาย" ชาตโยดม และสาวไชน่าดอลล์
ในฐานะที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับหลานๆ ทั้งหลาย ผมก็เริ่มอาละวาดกับหลานทุกรุ่นเหมือนเป็นเพื่อนเล่น ระรานไปทั่วรวมทั้งเด็กหญิงออมวัย 4 ขวบด้วย

กลับกรุงเทพฯ "จอย" น้องสาวผมก็ถาม "ออม" ว่าเล่นกับลุงตุ้มสนุกไหม
"ออม" ยิ้มรับ "สนุกค่ะ"
"เล่นอะไรสนุกที่สุด" แม่จอยถาม
"กระดาษปลิวค่ะ" เป็นคำตอบสุดท้ายของเด็กหญิงออม
เกมกระดาษปลิว เป็นเกมที่สุดแสนครีเอทีฟและสร้างสรรค์ ยากที่จะหาใครคิดค้นได้
ซับซ้อนระดับผลิตเป็นแผ่นซีดีเกมไม่ได้

วันนั้น ระหว่างที่นั่งเล่นกันในสวน กระดาษสีที่โปรยเหนือฮวงซุ้ยก็ปลิวมาที่ใต้ต้นไม้ที่เหล่าคณาญาตินั่งอยู่
กระดาษสีแผ่นเล็กติดที่เสื้อของเด็กหญิงออม
เกม "กระดาษปลิว" ก็เริ่มต้นขึ้น
"ออม ดูสิกระดาษปลิวมาติดที่ตัวออมแล้ว" ผมเริ่มเล่น
"ออม" ยิ้มรับ เขี่ยกระดาษเล่น ผมหยิบเจ้ากระดาษน้อยออกมา แล้วเริ่มบรรยาย
"ลมพัดแล้วววว... กระดาษปลิวไปติดที่ตัวพ่อตู่"
หยิบกระดาษไปแปะที่ตัวน้องเขย ออมมองตาม ยิ้มแป้น
"ปลิววว...อีกแล้ว...ไปติดที่แม่จอย"
กระดาษเคลื่อนตามมือไปที่ตัว "จอย" ที่นั่งอยู่ข้างๆ "ออม" เริ่มสนุก หัวเราะชอบใจ
"ปลิววว...อีกแล้ว ไปติดที่ตัวป้าจิ๋ม" ผมเริ่มร่ายไปเรื่อย
การเล่นกับเด็ก เสียงบรรยายต้องมีขึ้นลง ทิ้งเสียง เหมือนพากย์การ์ตูน และคำที่ใช้ต้องซ้ำๆ
"ปลิววว...อีกแล้ว ไปติดที่ไหนดี" ผมดึงออมมาร่วมเล่นด้วย
"ที่ตา" ออมบอก "ตา" ของออมก็คือพ่อของผม
"ปลิววว...อีกแล้ว ไปที่ไหนดี" ผมถาม
"ต้นไม้" ออมบอกบท หัวเราะชอบใจ
กระดาษสีแผ่นน้อยปลิวหายไปแล้ว แต่เมื่อ "กระดาษอยู่ที่ใจ" เกมก็ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ตามจินตนาการของเด็กน้อย

สำหรับเด็ก ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นจริงได้
เหมือนคาถาร่ายมนต์ พอเสียง "ปลิวว...อีกแล้ว..." ดังขึ้น "ออม" ก็จะเริ่มคิดว่ากระดาษในความคิดคำนึงของเธอจะปลิวไปไหนต่อไป
เล่นกันไปเรื่อยๆ จนมีกิจกรรมอื่นที่ต้องเคลื่อนย้าย เกมจึงยุติลง
แต่คงประทับอยู่ในใจของเด็กหญิงออม เพราะหลังจากนั้นก็ยังชวนแม่เล่นอีกหลายครั้ง

การเล่นกับเด็ก ก็คือ การเล่นกับจินตนาการของเด็ก
ไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์มาช่วยก็เล่นได้
อย่าง "ตาร์" ลูกของน้องชาย เกมที่ผมชอบเล่นกับ "ตาร์" เป็นประจำก็คือเกมซีอุย
เกมนี้ดาวน์โหลดมาจากเว็บไซต์ของฮ่องกง ต้องแปลงภาษาจีนเป็นอังกฤษ แปลงอังกฤษเป็นไทย
ซับซ้อนยุ่งยากมากเลย
เวลาเจอ "ตาร์" ที่สวนสาธารณะที่หมู่บ้าน ผมจะเดินไปทักทายแล้วจะเริ่มบ่นตามแบบที่ดาวน์โหลดมาจากเว็บไซต์ต่างประเทศ
"หิวจัง อยากกินหูเด็กจังเลย"
"ตาร์" จะเอามือปิดหู ทำท่าหวาดเสียว
"งั้นกินจมูกก็ได้" ผมเปลี่ยนเป้าหมาย
เด็กน้อยจะรีบเปลี่ยนมาปิดจมูกแทน
"งั้นกินพุงดีกว่า" เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตาร์ก็จะเอามือปิดอวัยวะต่างๆ ที่ผมแสดงความหิวโหยใส่พลางหัวเราะชอบใจ
พอได้จังหวะก็งับทีนึง พอให้ตื่นเต้น แล้วก็หิวไปเรื่อยๆ
เบื่อกันเมื่อไรก็จบเกม
เจอกันครั้งใด ไม่รู้จะเล่นอะไรดี ก็งัดเกมซีอุยมาเล่น เจ้าตาร์ก็จะหวาดเสียวและสนุกสนานเฮฮาทุกครั้งไป

หรือเด็กหญิงฟ้าใส เกมที่สนุกที่สุดสมัยที่ยังเล็กๆ ก็คือ เกมปีนภูเขา
ผมจะนั่งงอเข่าขึ้น "ฟ้าใส" ยืนอยู่ที่ปลายเท้าและจับมือผมไว้ เธอจะค่อยๆ ยกขาเหยียบที่หน้าแข้งที่เต็มไปด้วยหญ้าขยุกขยุย
เกร็งตัวปีนขึ้นเรื่อยๆ ทีละก้าว 2 ก้าว สักพักก็จะมายืนอยู่บนเข่า
"ถึงยอดเขาแล้ว" ผมบอกแล้วสร้างสถานการณ์ใหม่ "แผ่นดินไหว...ตก-ตก-ตก-ตก"
ทำเข่าสั่นๆ ให้เด็กน้อยตกลงมาที่พุงซึ่งเปรียบเสมือนเบาะลมรองรับคนโดดตึก
แค่นี้เด็กน้อยก็หัวเราะลั่น แสดงความไม่พอใจด้วยการตะโกนเสียงดัง
"เอาอีก"
เด็กนั้นมีจินตนาการ แต่มิติของเวลาของเขาสั้นมาก

วันก่อน "เอิร์ท" หลานที่อายุน้อยที่สุดคือ 2 ขวบเศษเล่นอยู่กับเพื่อนรุ่นเดียวกัน
เกมที่เล่นคือพยายามมองภาพผ่านรูที่เสาไฟฟ้า
ไม่รู้สนุกตรงไหน
เบียดกันไปมาพักหนึ่ง เพื่อนก็เซออกมา ร้องไห้โฮ ส่วน "เอิร์ท" ยิ้มแฉ่งเดินออกไป
ป้านกบอกให้ "เอิร์ท" เข้าไปโอ๋เพื่อน
"เอิร์ท" ว่าง่ายเดินไปหา ก่อนไปก็ก้มหยิบไม้เล็กๆ อันหนึ่ง พอถึงตัวก็ลูบหลังเพื่อนเบาๆ
"โอ๋" เอิร์ททำเสียงตามแบบที่ผู้ใหญ่ทำกัน ก่อนส่งไม้เล็กๆ ในมือพร้อมกับบอกเพื่อน
"เอิร์ท แถมให้"
ผู้ใหญ่ไม่มีใครเข้าใจ แต่เด็กสื่อสารกันรู้เรื่อง เจ้าเด็กน้อยคนนั้นหยุดร้องไห้ ยิ้มแฉ่งเหมือนไม่เคยร้องไห้มาก่อน
คว้าไม้จากมือ "เอิร์ท" แล้วก็เล่นกันต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ประโยคที่ว่าเวลานี้คือปัจจุบัน แต่อีกวินาทีข้างหน้าก็กลายเป็นอดีตไปเสียแล้ว
เด็กตัวเล็กๆ จะสะท้อนสัจธรรมนี้ให้เห็นได้ชัดเจนที่สุด

น่าแปลกที่นักการเมืองอายุ 50-60 ปีหลายคนมีนิสัยคล้าย "เด็ก"
ด่ากันแบบเอาเป็นเอาตาย ระดับที่ใครคนหนึ่งเสียชีวิต อีกคนจะกลายเป็นผู้ต้องสงสัยทันที
แต่ประชาชนเผลอแป๊บเดียว กอดคอ ชนแก้วไวน์กันแล้ว
โชคดีที่ไม่หลุดปาก
"เอิร์ท แถมให้"

สาวกุ้ง ภรรยาคนเดียวของหนุ่มอ้าย จะกลับไปนครศรีธรรมราช บ้านเกิดช่วงสงกรานต์
ก่อนกลับเธอก็ไปคุยกับเพื่อนแบบปลาบปลื้มสุด-สุด
"พี่อ้ายเขาเป็นห่วงกุ้งมากเลยย..." เธอทำเสียงให้เพื่อนอิจฉาตาลุกวาว
"เขาบอกว่าขับรถทางไกลอันตราย ให้นั่งรถไฟไปดีกว่า และยังบอกด้วยว่าอย่านั่งรวดเดียว ให้ลงที่สถานีหาดใหญ่แวะพักสัก 1 คืน"
เพื่อนจินตนาการตามกระแสข่าวที่เกิดขึ้น แล้วรู้สึกทะแม่งในความห่วงใย
"แล้วเขาเลี้ยงส่งเธอที่โออิชิหรือเปล่า"
"ทำไมเธอรู้ล่ะ" สาวกุ้งทำท่าตกใจ "พี่อ้ายบอกว่าร้านนี้พั้นซ์อร่อย แต่แปลกจัง พี่เขาให้กุ้งเลือกสาขาไหนก็ได้ ยกเว้นสาขาเดียวที่ดิสคัฟเวอรี่"
"ทำไมล่ะ" เพื่อนถาม
"พี่อ้ายบอกว่าเขาขี้อาย ไม่อยากถูกถ่ายวิดีโอวงจรปิด"

HomE