|
สำหรับผู้สนใจในการปฎิบัติธรรม ควรมีไว้เป็นคู่มือเพื่อทำกิจวัตรประจำวันเพื่อให้จิตเป็นสมาธิ
คือ การประพฤติปฏิบัติด้วย กาย วาจา ใจ ให้สงบเย็นและเป็นประโยชน์ในชีวิตของตนเองและผู้อื่นต่อไปคำนำ
ผู้ที่ใฝ่ใจในการประพฤติปฏิบัติธรรม และสมาทานอุโบสถ อาจประสพปัญหาด้านการไม่มีคู่มือสวด
หรือมีแล้ว แต่ต้องเสียเวลาไปกับการพลิกหนังสือ ค้นหาบทต่างๆ เพราะฉะนั้นทางวัด
เล็งเห็นความสำคัญในความยุ่งยากต่างๆ เหล่านี้ จึงได้ทำการรวบรวม คัดเอาบทสวดในหนังสือต่างๆ
มาพิมพ์รวมกันไว้ในหนังสือเล่มนี้ โดยการจัดเรียงลำดับ ตามแนวการสวด แบบอย่างที่สวดกันมาดังเดิม
ทุกอย่างทุกประการ เพื่อความสะดวก ในการดู การอ่าน และดำรงไว้ ซึ่งความเป็นเอกลักษณ์
ของล้านนา (ภาคเหนือ) ของเรา ทางวัดหวังว่าหนังสือสวดมนต์กรรมฐานฉบับนี้คงจะมีประโยชน์
มีคุณค่าแก่ทุกๆ ท่าน ณ โอกาสนี้ด้วยรวบรวมโดย
พระใบฎีกาสมชาย สุธมฺโม
--------------------------------------------------------------------------------
ทำวัตร เช้า-เย็น
อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง อะภิปูชะยามิ
ข้าพเจ้าขอบูชาโดยยิ่ง ซึ่งพระพุทธเจ้า ด้วยสักการะนี้ (กราบ)อิมินา สักกาเรนะ
ธัมมัง อภิปูชะยามิ
ข้าพเจ้าขอบูชาโดยยิ่ง ซึ่งพระธรรมเจ้า ด้วยสักการะนี้ (กราบ)อิมินา สักกาเรนะ
สังฆัง อภิปูชะยามิ
ข้าพเจ้าขอบูชาโดยยิ่งซึ่งพระสังฆเจ้า ด้วยสักการะนี้ (กราบ)คำบูชาพระรัตนตรัยอะระหัง
สัมมา สัมพุทโธ ภะคะวา
พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นพระอรหันต์ ดับเพลิงกิเลส เพลิงทุกข์สิ้นเชิง ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง
พุทธัง ภะคะวันตัง อภิวาเทมิ
ข้าพเจ้าอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน (กราบ) สะวาขาโต
ภะคะตา ธัมโม
พระธรรม เป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว
ธัมมัง นะมัสสามิ
ข้าพเจ้านมัสการพระธรรม (กราบ)สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าปฏิบัติดีแล้ว
สังฆัง นะมามิ
ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์ (กราบ)นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น
อะระหะโต
ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส
สัมมาสัมพุทธัสสะ
ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง (๓ จบ)
โย สันนิสินโน วะระโพธิมูเล มารัง สะเสนัง มะหัตตี วิชะโย สัมโพธิมาคัจฉิ
อะนันตัญญาโณ โลกุตตะโม ตัง ปะณะมามิ พุทธัง เย จะ พุทธา อะตีตา จะเย พุทธา
อะนาคะตา ปัจจุปปันนา จะ เย พุทธา อะหัง วันทามิ สัพพะทาฯ
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู
อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวา ติพุทธัง
ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สาระณัง คัจฉามิ
นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง พุทโธ เม สะระณัง วะรัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ
เม ชะยะมังคะลัง
อุตตะมังเคนะ วันเทหัง ปาทะปังสุง วะรุตตะมัง พุทเธ โย ขะลิโต โทโส พุทโธ
ขะมะตุ ตัง มะมังฯ (กราบ)
อัฏฐังคิโก อะริยะปะโถ ชะนานัง โมกขัปปะเวสายะ อุชุ จะ มัคโค ธัมมัง อะยัง
สันติกะโร ปะณีโต นิยยานิโก ตัง ปะณะมามิ ธัมมัง เย จะ ธัมมา อะตีตา จะ เย
จะ ธัมมา อะนาคะตา ปัจจุปปันนา จะ เย ธัมมา อะหัง วันทามิ สัพพะทาฯ
สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง
เวทิตัพโพ วิญญูหีติฯ ธัมมัง ชีวิตัง ยาวะ นิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ นัตถิ
เม สะระณัง อัญญัง ธัมโม เม สะระณัง วะรัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เม ชะยะมังคะลัง
อุตตะมังเคนะ วันเทหัง ธัมมัญจะ ทุวิธัง วะรัง ธัมเม โย ขะลิโต โทโส ธัมโม
ขะมะตุ ตัง มะมังสังโฆ วิสุทโธ วะระทักขิเณยโย สันตินทะริโย สัพพะมะลัปปะหีโน
คุเณหิ เนเกหิ สะมิทธิปัตโต อะนาสะโว ตัง ปะนะมามิ สังฆัง เย จะ สังฆา อะตีตา
จะ เย จะ สังฆา อะนาคะตา ปัจจุปปันนา จะ เย สังฆาอะหัง วันทามิ สัพพะทา
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน
ภะคะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ
ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย
ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ สังฆัง ชีวิตัง
ยาวะ นิพพานัง สะระณัง คัจฉามินัตถิ เม สะระณัง อัญญัง สังโฆ เม สะระณัง
วะรัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เม ชะยะมังคะลัง อุตตะมังเคนะ วันเทหัง สังฆัญจะ
ทุวิธุตตะมัง สังเฆ โย ขะลิโต โทโส สังโฆขะมะตุ ตัง มะมังฯ อิจเจวะมัจจันตะนะมัสสะเนยยัง
นะมัสสมาโน ระตะนัตตะยัง ยัง ปุญญาภิสันทัง วิปุลัง อะลัตถัง ตัสสานุภาเวนะ
หะตันตะราโย. (กราบ)
สวดกัมมัฏฐาน
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ หน)
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ, ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ, ทุติยัมปิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ, ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ, ตะติยัมปิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ นะโม พุทธายะ นะโม ธัมมายะ นะโม สังฆายะ (๓ หน)
อัปปะมาโณ พุทโธ อัปปะมาโณ ธัมโม อัปปะมาโณ สังโฆ (๓ หน)
พุทโธ เม นาโถ ธัมโม เม นาโถ สังโฆ เม นาโถ กัมมัฏฐานัง เม นาถัง กัมมัฏฐานะ
ทายะกา จะริโย เม นาโถ (๓หน)อะหัมภันเต พุทธานุสสะติ กัมมัฏฐานัง ยาจามิ
พุทธานุสสะติ กัมมัฏฐานัง เทถะ เม ภันเต, อะหัมภันเต ธัมมานุสสะติ กัมมัฏฐานัง
ยาจามิ ธัมมานุสสะติ กัมมัฏฐานัง เทถะ เม ภันเต, อะหัมภันเต สังฆานุสสะติ
กัมมัฏฐานัง ยาจามิ สังฆานุสสะติ กัมมัฏฐานัง เทถะ เม ภันเต, อะหัมภันเต
ปีติ อุปะจาระสะมาธิง ยาจามิ (๓หน)
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู
อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติสะวากขาโต
ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ
วิญญูหีติ สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลี กะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง
โลกัสสาติ
อัตถิ อิมัสสะมิง กาเย เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจมังสัง นะหารู อัฏฐี อัฏฐิมิญชัง
วักกัง หะทะยัง ยะกะนัง กิโลมะกัง ปิหะกัง ปัปผาสัง อันตัง อันตะคุณัง อุทะริยัง
กะรีสัง ปิตตัง เสมหัง ปุพโพ โลหิตัง เสโท เมโท อัสสุ วะสา เขโฬ สิงฆานิกา
ละสิกา มุตตัง มัตถะเก มัตถะลุงคันติ ทวัตติงสาการังอะยัง อัตตะภาโว อะนิจจัง
ทุกขัง อะนัตตา อะสุจิ อะสุภัง อิมัง กัมมัฏฐานัง ปุนัพภะโวติฯ อะจิรัง วะตะยังกาโย
ปะฐะวิง อธิเสสะติ ฉุฑโฑ อะเปตะวิญญาโณ นิรัตถัง วะ กะลิง คะรังปะฐะวีธาตุ
อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ รูปักขันโธ เวทะนากขันโธ สัญญากขันโธ สังขารักขันโธ
วิญญาณักขันโธ ปัญจักขันธาอัชฌัตตา พะหิธา สังขารา อะนิจจา ทุกขา อะนัตตา
วิปะริณามะธัมมา
อะนิจจา วะตะ สังขารา อุปปาทะวะยะธัมมิโน อุปัชิตะวา นิรุชฌันติ เตสัง
วูปะสะโม สุโขฯนามะรูปัง อะนิจจัง ขะยัตเถนะ นิจจัง วะตะ นิพพานัง
นามะรูปัง ทุกขัง ขะยัตเถนะ สุขัง วะตะ นิพพานัง
นามะรูปัง อะนัตตา อะสาระกัตเถนะ สารัง วะตะ นิพพานัง
นามะรูปัง อะนิจจัง นามรูปัง ทุกขัง นามะรูปัง อะนัตตานิจจัง วะตะ นิพพานัง
สุขัง วะตะ นิพพานัง สารัง วะตะ นิพพานัง นิพพานัง ปะระมัง สุขังฯ
ยังกิญจิ กุสะลัง กัตตัพพัง กัมมัง สัพเพหิ กะเตหิ กะตังปุญญัง โน อะนุโมทันตุ
สุณันตุ โภนโต เย เทวา อัสะมิง ฐาเน อะธิคะตา ฑีฆายุกา สะทา โหนตุ สัพพะสัตตานัง
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ มาตาปิตา สุขิตา โหนตุ ทุกขา ปะมุญจันตุ สัพเพ
ญาติกา สุขิตา โหนตุ ทุกขา ปะมุญจันตุ สัพเพ อะญาติกา สุขิตา โหนตุ ทุกขา
ปะมุญจันตุ สัพเพ ปิสา สัพเพ ยักขา สัพเพ เปตา สุขิตา โหนตุ ทุกขา ปะมุญจันตุ
สัพเพ นักขัตตา สุขิตา โหนตุ ทุกขา ปะมุญจันตุ สัพเพ เทวา สุขิตา โหนตุ ทุกขา
ปะมุญจันตุ สัพเพ อาจะริยุปัชฌายา สุขิตา โหนตุ ทุกขา ปะมุญจันตุ สัพพะสัมปัตตินัง
สะมิชฌันตุ โวฯ
พุทโธ มังคะละ
พุทโธ มังคะละสัมภูโต สัมพุทโธ ทีปะทุตตะโม
พุทธะ มังคะละมาคัมมะ สัพพะทุกขา ปะมุญจะเร ธัมโม มังคะละสัมภูโต คัมภีโร
ทุทัสโส อะณุง
ธัมมะ มังคะละมาคัมมะ สัพพะภะยา ปะมุญจะเร สังโฆ มังคะละสัมภูโต วะระทักขิเณยโย
อะนุตตะโร
สังฆะมังคะละมาคัมมะ สัพพะโรคา ปะมุญจะเรฯ
ปาระมี ๓๐ ทัส
ทานะปาระมี ทานะอุปะปาระมี ทานะปะระมัตถะปาระมี ไมตรี เมตตา กรุณา มุทิตา
อุเปกขาปาระมีสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา
สีละปาระมี สีละอุปะปาระมี สีละปะระมัตถะปาระมี ไมตรี เมตตา กรุณา มุทิตา
อุเปกขาปาระมีสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา
เนกขัมมะปาระมี เนกขัมมะอุปะปาระมี เนกขัมมะปะระมัตถะปาระมี ไมตรี เมตตา
กรุณา มุทิตา อุเปกขาปาระมีสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา
ปัญญาปาระมี ปัญญาอุปะปาระมี ปัญญาปะระมัตถะปาระมี ไมตรี เมตตา กรุณา มุทิตา
อุเปกขาปาระมีสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา
วิริยะปาระมี วิริยะอุปะปาระมี วิริยะประมัตถะปาระมี ไ มตรี เมตตา กรุณาา
มุทิตา อุเปกขาปาระมีสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา
ขันติปาระมี ขันติอุปะปาระมี ขันติปะระมัตถะปาระมี ไมตรี เมตตา กรุณา มุทิตา
อุเปกขาปาระมีสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา
สัจจะปาระมี สัจจะอุปะปารมี สัจจะปะระมัตถะปาระมี ไมตรี เมตตา กรุณา มุทิตา
อุเปกขาปาระมีสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา
อธิฏฐานะปาระมี อธิฏฐานะอุปะปาระมี อธิฏฐานะปะระมัตถะปาระมี ไมตรี เมตตา
กรุณา มุทิตา อุเปกขาปาระมีสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา
เมตตาปาระมี เมตตาอุปะปาระมี เมตตาปะระมัตถะปาระมี ไมตรี เมตตา กรุณา มุทิตา
อุเปกขาปาระมีสัมปันโน อิติปิโส ภะคะวา
อุเปกขาปาระมี อุเปกขาอุปะปาระมี อุเปกขาปะระมัตถะปาระมี ไมตรี เมตตา กะรุณา
มุทิตา อุเปกขาปาระมีสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา
ทะสะปาระมี ทะสะอุปะปาระมี ทะสะปะระมัตถะปาระมี ไมตรี เมตตา กรุณา มุทิตา
อุเปกขาปาระมีสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา ทุติยัมปี ....... สวดเหมือนข้างต้น
ตะติยัมปี ...... สวดเหมือนข้างต้น
เทวะฑูตทั้ง ๕
อะหัมปิ โขมหิ ชาติธัมโม ชาติอะนะติโต
หันทาหัง กัลยาณัง กะโรมิ กาเยนะ วาจา มะนะสาติอะหัมปิ โขมหิ ชะราธัมโม ชะราอะนะตีโต
หันทาหัง กัลยาณัง กะโรมิ กาเยนะ วาจา มะนะสาติอะหัมปิ โขมหิ พะยาธิธัมโม
พะยาธิอะนะตีโต
หันทาหัง กัลยาณัง กะโรมิ กาเยนะ วาจา มะนะสาติอะหัมปิ โขมหิ ทุกขะธัมโม
ทุกขะอะนะติโต
หันทาหัง กัลยาณัง กะโรมิ กาเยนะ วาจา มะนะสาติอะหัมปิ โขมหิ มะระณะธัมโม
มะระณะอะนะตีโต
หันทาหัง กัลยาณัง กะโรมิ เกเยนะ วาจา มะนะสาติ ภะวะตุสัพภะวะตุ สัพพะมังคะลัง
รักขันตุ สัพพะเทวะตา
สัพพะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เตภะวะตุ สัพพะมังคะมัง รักขันตุ
สัพพะเทวะตา
สัพพะธัมมานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ
สัพพะเทวะตา
สัพพะสังฆานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เตฯนัตถิ เม สะระณัง อัญญัง พุทโธ
เม สะระณัง วะรัง
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลังนัตถิ เม สะระณัง อัญญัง ธัมโม
เม สะระณัง วะรัง
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลังนัตถิ เม สะระณัง อัญญัง สังโฆ
เม สะระณัง วะรัง
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลัง บทสวดอภยปริตตังยันทุนนิมิตตัง
อะวะมังคะลัญจะ โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท
ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง พุทธานุภาเวนะ วินาสะเมนตุยันทุนนิมิตตัง
อะวะมังคะสัญจะ โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท
ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะหันตัง ธัมมานุภาเวนะ วินาสะเมนตุยันทุนนิมิตตัง
อะวะมังคะสัญจะ โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท
ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง สังฆานุภาเวนะ วินาสะเมนตุสักกัตวาสักกัตวา
พุทธะระตะนัง โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง หิตังเทวะมนุสสานัง
พุทธะเตเชนะ โสตถินา นัสสันตุปัททะวา สัพเพทุกขา วูปะสะเมนตุ เตฯสักกัตวา
ธัมมะระตะนัง โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง ปะริฬาหู ปะสะมะนัง
ธัมมะเตเชนะ โสตถินา นัสสันตุปัททะวา สัพเพภะยา วูปะสะเมนตุ เตฯสักกัตวา
สังฆะระตะนัง โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง อาหุเนยยัง ปาหุเนยยัง
สังฆะเตเชนะ โสตถินา นัสสันตุปัททะวา สัพเพ โรคา วูปะสะเมนตุฯ
หิริโอตตัปปะ
หิริโอตัปปะสัมปันนา สุกกะธัมมะสะมาหิตา
สันโต สัปปุริสา โลเก เทวะธัมมาติ วุจจะเร
สันติ ปักขา อะปัตตะนา สันติปาทา อะวัญจะนา
มาตาปิตา จะนิกขันตา ชาตะ เวทะ ปะฏิกกะมะสุโขสุโข พุทธานัง อุปปาโท สุขา
สัทธัมมะ เทสะนา
สุขา สังฆัสสะ สามัคคี สามัคคานัง ตะโป สุโข
ขัตติโย เสฏโฐ ชะเนตัสะมิง เย โคตะปะติฌายิโน
วิชชาจะระณะสัมปันโน โส เสฏโฐ เทวะมะนุสเส
ทิวา ตะปะติ อาทิจโจ รัตติมาภาติ จันทิมา
สันนัทโท ขัตติโย ตะปะติ ฌายี ตะปะติพราหมะโณ
อะถะ สัพพะมะโหรัตตัง พุทโธ ตะปะติ เตชะสาฯ
อะโรคะยา ปะระมาลาภา สันตุฏฐีปะระมังธะนัง
วิสสาสาปะระมาญาตี นิพพานัง ปะระมัง สุขังฯ (กราบ ๓ หน)
อธิษฐานภาวะนา
อิมาหัง ภะคะวา อัตตะภาวัง ตุมหากัง ปะริจจะชามิ
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมกายถวายชีวิตนี้ เพื่อเป็นพุทธบูชา
ธัมมะบูชา สังฆะบูชา
ข้าพระพุทธเจ้าจักขอปฏิบัติตามธรรม ของพระองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพื่อให้บรรลุถึงซึ่งสันติสุข คือพระนิพพาน ณ กาลบัดนี้พระพุทธเจ้าห้ามมารปัญจะมาเร
ชิโนนาโถปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง จะตุสัจจัง ปะกาเสสิ ธัมมะจักกัง ปะวัตตันติ
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เม ชะยะมังคะลังปลงกัมมัฏฐานสาธุ สาธุ ภันเต ข้าแด่พระเจ้าแก้ว
๕ ประการ บัดนี้ ผู้ข้าได้เจริญภาวนา พุทธานุสสะติกัมมัฏฐานเจ้าดวงประเสริฐไว้พอประมาณเท่านี้แล้ว
ขอสูมา ยอไว้เหนือหัวแห่งผู้ข้าก่อนแลฯ
คำแผ่เมตตา
สัพเพ สัตตา อะเวราโหนตุ สัตว์ทั้งหลาย จงอย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลยอัพยาปัชฌา
โหนตุ จงอย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลยอะนีฆา โหนตุ จงอย่าได้มีความลำบากกายและใจเลยสุขี
อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุข รักษาตนให้ยิ่งๆ ขึ้นไปเถิด
สัพเพ สัตตา ทุกขา มุจจันตุ สัตว์ทั้งหลาย ที่มีความทุกข์ จงพ้นจากความทุกข์นั้นเถิดสัพเพ
สัตตา ยถาระธะ สัมปัตติโตมา วิคัจฉันตุ สัตว์ทั้งหลาย มีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์
มีกรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นที่พึ่งพาอาศัย สัตว์เหล่าใด
ทำกรรมดีไว้ก็ตาม ทำกรรมชั่ว ไว้ก็ตาม สัตว์นั้นย่อมได้รับผลของการกระทำนั้นๆ
ข้าพเจ้าขอตั้งสัจจะอธิษฐาน ขออานุภาพแห่งผลบุญกุศลที่ได้บำเพ็ญมาแล้วนี้
มีการไหว้พระ สมาทานศีล เจริญภาวนาและการทำวัตรสวดมนต์ จงเป็นพละวะปัจจัย
เป็นนิสัยนำส่งให้เกิดปัญญาญาณทั้งชาตินี้หน้า ตลอดชาติอย่างยิ่ง จนถึงความพ้นทุกข์คือพระนิพพาน
เทอญฯ
วันทาหลวง
วันทามิ พุทธัง สัพพัง เม โทสัง ขะมะถะ เม ภันเต
วันทามิ ธัมมัง สัพพัง เม โทสัง ขะมะถะ เม ภันเต
วันทามิ สังฆัง สัพพัง เม โทสัง ขะมะถะ เม ภันเต
วันทามิ คะรุอุปัชฌาจะริโย สัพพัง เม โทสัง ขะมะถะ เม ภันเต
วันทามิ กัมมัฏฐานัง สัพพัง เม โทสัง ขะมะถะ เม ภันเต
วันทามิ อาราเม พัทธะสีมายัง สัพพัง เม โทสัง ขะมะถะ เม ภันเต
วันทามิ เจติยัง สัพพัง สัพพัฏฐาเนสุ ปะติฏฐิตา สะรีระธาตุ มะหาโพธิง พุทธะรูปัง
สะกะลัง สะทา นาคะโลเก พรัหมะโลเก ชัมพูทีเป ลังกาทีเป สะรีระธาตุโย เกสะธาตุโย
อะระหันตะธาตุโย เจติยัง คันธะกุฏิง จะตุราสีติสะหัสเส ธัมมักขันเธ สัพเพสัง
ปาทะเจติยัง อะหังวันทามิ สัพพะโสฯวันทาน้อยวันทามิ ภันเต สัพพัง อะปะราธัง
ขะมะถะ เม ภันเต มะยา กะตัง ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตัพพัง สามินา กะตัง ปุญญัง
มัยหัง ทาตัพพัง สาธุ สาธุ อะนุโมทามิฯ
อาราธนาศีล ๕
มะยัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะอาราธนาศีล ๘เหมือนอาราธนาศีล
๕ เปลี่ยนคำว่า ปัญจะ เป็น อัฏฐะ เท่านั้น
คำสมาทานอุโบสถศีล
อิมัง อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง พุทธะปัญญัตตัง อุโปสะถัง
อิมัญจะ รัตติง อิมัญจะ ทิวะสัง สัมมะเทวะ อะภิรักขิตุง สะมาทิยามิ ข้าพเจ้า
ขอสมาทานซึ่งอุโบสถศีลที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ อันประกอบด้วยองค์ ๘ นี้
เพื่อจะรักษาไว้ให้ดีไม่ให้ขาดไม่ให้ทำลายตลอดวันหนึ่งคืนหนึ่งนี้คำให้ศีลเมื่อคฤหัสถ์อาราธนาศีล
พระพึงให้ศีลดังต่อไปนี้ นะโม ตัสสะ ฯลฯ.. (๓หน)พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง
สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ฯลฯ .... ... คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ฯลฯ ..... คัจฉามิสมาทานศีล ๕๑. ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง
สะมาทิยามิ
๒. อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
๓. กาเมสุ มิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
๔. มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
๕. สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ ถ้าสมาทานศีล
๘ ข้อที่ ๓ เปลี่ยนเป็นอะพรัหมะจะริยา นอกนั้นเหมือนกัน แล้วกล่าวตั้งแต่ข้อ
๖ มีดังนี้๖. วิกาละโภชะนาเวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
๗. นัจจะคีตะ วาทิตะ วิสูกะทัสสะนะ มาลาคันธะ วิเลปะนะ ธาระณะ มัณฑะนะ วิภูนัฏฐานา
เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
๘. อุจจาสะยะนะ มะหาสะยะนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ (อิมังอัฏฐัง
คะสะมันนาคะตัง, พุทธะปัญญัตตังอุโปสะถัง, อิมัญจะ รัตติง อิมัญจะทิวะสัง,
สัมมะเทวะ อะภิรักขิตุงสะมาทิยามิ) ใช้เฉพาะอุโบสถศีล
สรุปศีล (แบบครูบาเจ้าศีลธรรม "ครูบาศรีวิชัย")
อิมินิ ปัญจะ สิกขา ปะทานิ นามะ สีเลนะ สุคติง ยันติ สีเลนะ โภคะ สัมปะทา
สีเลนะ สุคติง ยันติ ตัสมา สีลัง วิโสธเย พุทธะบัญญัติตัง ปัญจะ สีลัง สมาทานัง
กายะ วจี มโน กัมมัง สุจริตตัง นิพพานัง ปะระมัง สุขัง.
คำถวายทานต่างๆ
(ว่า "นะโม ฯลฯ .. ก่อน ๓ ครั้ง)
๑. คำถวายข้าวพระพุทธ
อิมัง สูปะพยัญชะนะ, สัมปันนัง, สาลีนัง, โภชะนัง, อุทะกัง วะรัง, พุทธัสสะ
ปูเชมิ.
ข้าพเจ้าขอบูชาด้วยโภชนะข้าวสาลี พร้อมด้วยแกงกับ และน้ำอันประเสริฐแด่พระพุทธเจ้า
๒. คำลาข้าวพระพุทธ
เสสัง มังคะลัง ยาจามิ. ข้าพเจ้าขอภัตต์ที่เหลืออันเป็นมงคลด้วยเถิด
๓. คำถวายของใส่บาตร
อิทัง ทานัง สีละวันตานัง ภิกขูนัง นิยาเทมิ สุทินนัง วะตะ เม ทานัง อาสะวักขะยาวะหัง
นิพานะปัจจะโย โหตุ.
ข้าพเจ้าขอน้อมถวายทานนี้ แด่พระสงฆ์ผู้มีศีลทั้งหลาย
ทานที่ข้าพเจ้าถวายดีแล้วนี้ จงเป็นปัจจัยให้ถึงพระนิพพานด้วยเทอญ
๔. คำกรวดน้ำ
อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตาโหตุ ญาตโย
ขอส่วนบุญนี้ จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า, ขอให้ญาติทั้งหลายจงมีความสุขใจเถิด
๕. คำอาราธนาพระปริต
วิปัตติปะฏิพาหายะ สัพพะสัมปัติติสิทธิยา
สัพพะทุกขะวินาสายะ ปริตตัง พรูถะ มังคะลังวิปัตติปะฏิพาหายะ สัพพะสัมปัติติสิทธิยา
สัพพะภะยะวินาสายะ ปริตตัง พรูถะ มังคะลังวิปัตติปะฏิพาหายะ สัพพะสัมปัติติสิทธิยา
สัพพะโรคะวินาสายะ ปริตตัง พรูถะ มังคะลัง.ขอพระสงฆ์ทั้งหลายจงสวดพระปริตอันเป็นมงคล
เพื่อป้องกันความวิบัติ เพื่อความสำเร็จในสมบัติทั้งปวงและ เพื่อให้ทุกข์ทั้งปวงพินาศไป
เพื่อให้ภัยทั้งปวงพินาศไป เพื่อให้โรคทั้งปวงพินาศไป
๖. คำถวายสังฆทาน
อิมานิ มะยัง ภันเต ภัตตานิ สะปะริวารานิ ภิกขุสังฆัสสะ
โอโณชะยามะ สาธุโน ภันเต ภิกขุสังโม อิมานิ ภัตตานิ สะปะริวารานิ
ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย
ขอน้อมถวายซึ่งภัตตาหารกับของที่เป็นบริวารทั้งหลายเหล่านี้แด่พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์จงรับซึ่งภัตตาหารกับของที่เป็นบริวารทั้งหลายนี้
เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายตลอดกาลนานเทอญ.
๗. คำถวายผ้ากฐิน
อิมัง ภันเต สะปะริวารัง กะฐินะจีวะระทุสสัง สังฆัสสะโอโณชะยามะ สาธุโน ภันเต
สังโฆ อิมัง สะปะริวารัง กะฐินะทุสสัง ปะฏิคคัณหาตุ ปะฏิคคะเหตวา จะ อิมินา
ทุสเสนะ กะฐินัง อัตถะระตุ อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะทุติยัมปิ อิมัง
ภันเต ฯลฯ .................. สุขายะ
ตะติยัมปิ อิมัง ภันเต ฯลฯ .................. สุขายะ.ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ
ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวายผ้ากฐินจีวร กับทั้งบริวารนี้แด่พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์จงรับผ้ากฐินกับผ้านี้
เพื่อประโยชน์ และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ตลอดกาลนานเทอญ.
๘. คำถวายผ้าป่า
อิมานิ มะยัง ภันเต ปังสุกูละจิวะรานิ สะปะริวารานิ ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ
สาธุโน ภันเต ภิกขุสังโฆ อิมานิ ปังสุกุละจีวะรานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณหาตุ
อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ.ข้าแด่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย
ขอน้อมถวายผ้าบังสุกุลจีวรกับทั้งบริวารเหล่านี้แก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับผ้าบังสุกุลกับทั้งบริวารเหล่านี้
ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนานเทอญ.
๙.คำภาวนาเวลารดน้ำศพ
กายะกัมมัง วะจีกัมมัง มะโนกัมมัง อะโหสิกัมมัง สัพพะปาปัง วินัสสะตุ. กายกรรม
๓ วจีกรรม ๓ มโนกรรม ๓ ขอให้อโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้า ทั้งต่อหน้าและลับหลังด้วยเทอญ.พระคาถาชินบัญชร
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)เพื่อให้เกิดอานุภาพยิ่งชึ้น ก่อนเจริญภาวนาชินบัญชรตั้งนะโม
๓ จบ แล้วระลึกถึงและบูชาเจ้าประคุณสมเด็จด้วยคำว่า ปุตตะกาโมละเภปุตตัง
ธะนะกาโมละเภธะนัง
อัตถิกาเยกายะญายะ เทวานังปิยะตังสุตตะวา
๑. ชะยาสะนากะตา พุทธา เชตะวา มารัง
สะวาหะนัง จะตุสัจจาสะภัง ระสัง เย ปิวิงสุ นะราสะภา.
๑. พระพุทธเจ้าและพระนราสภาทั้งหลายผู้ประทับนั่งแล้วบนชัยบัลลังก์ ทรงพิชิตพระยามาราธิราช
ผู้พรั่งพร้อมด้วยเสนาราชพาหนะแล้วเสวยอมตรัส คือ อริยะสัจธรรมทั้งสี่ประการ
เป็นผู้นำสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้นจากกิเลสและกองทุกข์
๒. ตัณหังกะราทะโย พุทธาอัฏฐะวิสะติ นายะกา
สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง มัตถะเก เต มุนิสสะรา
๒. มี ๒๘ พระองค์ คือ พระผู้ทรงพระนามว่า ตัณหังกรเป็นอาทิ พระพุทธเจ้าผู้จอมมุนี
ทั้งหมดนั้น
๓. สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง พุทโธ ธัมโม ทะวิโลจะเน
สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง อุเร สัพพะคุณากะโร
๓. ข้าพระพุทธเจ้าขออัญเชิญมาประดิษฐานอยู่บนศรีษะ พระธรรมอยู่ที่ดวงตาทั้งสอง
พระสงฆ์ผู้เป็นอากรบ่อเกิดแห่งสรรพคุณอยู่ที่อก
๔. หะทะเย เม อะนุรุทโธ สารีปุตโต จะ ทักขิเณ
โกณฑัญโญ ปิฏฐิภาคัสมิง โมคคัลลาโน จะวามะเก
๔. พระอนุรุทธะอยู่ที่ใจ พระสารีบุตรอยู่เบื้องขวา พระโมคคัลลาน์อยู่เบื้องซ้าย
พระอัญญาโกณฑัญญะอยู่เบื้องหลัง
๕. ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง อาสุง อานันทะราหุโล
กัสสะโป จะ มะหานาโม อุภาสุง วามะโสตะเก
๕. พระอานนท์กับพระราหุลอยู่หูขวา พระกัสสะปะกับพระมหานามะอยู่ที่หูซ้าย
๖. เกสันเต ปิฏฐิภาคัสมิง สุริโย วะ ปะภังกะโร
นิสินโน สิริสัมปันโน โสภิโต มุนิ ปุงคะโว
๖. มุนีผู้ประเสริฐคือพระโสภิตะผู้สมบูรณ์ด้วยสิริดังพระอาทิตย์ส่องแสงอยู่ที่ทุกเส้นขน
ตลอดร่างทั้งข้างหน้าและข้างหลัง
๗. กุมาระกัสสะโป เถโร มะเหสี จิตตะวาทะโก
โส มัยหัง วะทะเนนิจจัง ปะติฏฐาสิ คุณากะโร
๗. พระเถระกุมาระกัสสะปะ ผู้แสวงบุญทรงคุณอันวิเศษ มีวาทะอันวิจิตรไพเราะอยู่ปากเป็นประจำ
๘. ปุณโณ อังคุลิมาโล จะ อุปาลี นันทะสีวะลี
เถรา ปัญจะ อิเม ชาตา นะลาเต ติละกา มะมะ
๘. พระปุณณะ พระอังคุลิมาล พระอุบาลี พระนันทะและพระสีวะลี พระเถระทั้ง
๕ นี้จงปรากฏเกิดเป็น กระแจะจุณเจิมที่หน้าผาก
๙. เสสาสีติ มะหาเถรา วิชิตา ชินะสาวะกา
เอเตสีติ มะหาเถรา ชิตะวันโต ชิโนระสา
ชะลันตา ลีละเตเชนะ อังคะมังเคสุ สัณฐิตา
๙. ส่วนพระอสีติมหาเถระที่เหลือ ผู้มีชัยและเป็นพระโอรสเป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าผู้ทรงชัย
แต่ละองค์รุ่งเรืองไพโรจน์ ด้วยเดชแห่งศีลให้ดำรงอยู่ทั่วอวัยวะน้อยใหญ่
๑๐. ระตะนัง ปุระโต อาสิ ทักขิเณ เมตตะสุตตะกัง
ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ วาเม อังคุลีมาละกัง
๑๐. พระรัตนสูตรอยู่เบื้องหน้า พระเมตตาสูตรอยู่เบื้องขวา พระอังคุลิมาลปริตมาอยู่เบื้องซ้าย
พระธะชัคคะสูตรอยู่เบื้องหลัง
๑๑. ขันธะโมระปะริตตัญจะ อาฏานาฏิยะ สุตตะกัง
อากาเส ฉะทะนัง อาสิ เสสา ปาการะสัณฐิตา
๑๑. พระขันธปริตร พระโมรปริตร และพระอาฏิยสูตร เป็นเครื่องกางกั้นดุจหลังคาอยู่บนนภาอากาส
๑๒. ชินานานาวะระสังยุตตา สัตตัปปาการะลังกะตา
วาตะปิตตาทิสัญชาตา พาหิรัชฌัตตุปัททะวา
๑๒. อนึ่งพระชินเจ้าทั้งหลาย นอกที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ ผู้ประกอบพร้อมด้วยกำลังนานาชนิด
มีศีลาทิคุณอันมั่นคง คือสัตตะปราการเป็นอาภรณ์มาตั้งล้อมเป็นกำแพงคุ้มครองเจ็ดชั้น
๑๓. อะเสสา วินะยัง ยันตุ อะนันตะชินะเตชะสา
วะสะโต เม สะกิจเจนะ สะทาสัมพุทธะปัญชะเร
๑๓. ด้วยเดชานุภาพแห่งพระอนันตะชินเจ้าไม่ว่าจะทำกิจการใดๆ เมื่อข้าพระพุทธเจ้า
เข้าอาศัยอยู่ในพระบัญชร แวดวงล้อม แห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอโรคอุปัทวะทุกข์ทั้งภายนอกและภายใน
อันเกิดแต่โรคร้าย มีโรคดีเป็นต้น เป็นสมุฏฐาน จงกำจัดให้พินาศไปอย่าได้เหลือ
๑๔. ชินะปัญชะระมัชฌัมหิ วิหะรันตัง มะฮี ตะเล
สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพ เต มะหาปุริสาสะภา
๑๔. ขอพระมหาบุรุษผู้ทรงพระคุณอันล้ำเลิศทั้งปวงนั้น จงอภิบาล ข้าพระพุทธเจ้า
ผู้อยู่ในภาคพื้นท่ามกลางพระชินบัญชร ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการคุ้มครองปกปักรักษาภายในเป็นอันดีฉะนี้แล
๑๕. อิจเจวะมันโต สุคุตโต สุรักโข ชินานุภาเวนะ ชิตูปัททะโว
ธัมนานุภาเวนะ ชิตาริสังโฆ สังฆานุภาเวนะ ชิตันตะราโย
สัทธัมมานุภาวะปาลิโต จะรามิ ชินะปัญชะเรติ
๑๕. ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการอภิบาลด้วยคุณาภาพแห่งสัทธรรม จึงชนะเสียได้ซึ่งอุปัทวอันตรายใดๆ
ด้วยอานุภาพแห่งพระชินะพุทธเจ้า ชนะข้าศึกศัตรูด้วยอานุภาพแห่งพระธรรม ชนะอันตรายทั้งปวง
ด้วยอานุภาพแห่งพระสงฆ์ ขอข้าพระพุทธเจ้าจงได้ปฏิบัติและรักษาดำเนินไปโดยสวัสดีเป็นนิจนิรันดรเทอญ.
ทางสู่ขั้นโสดาบัน
๑. ให้ตั้งจิต ที่จะละความชั่ว-ทำดี ให้ได้ก่อน
๒. ให้ขจัด ความทุกข์และโทมนัส ที่ซ่อนไว้
๓. ให้ทำลาย ความโกรธเกลียดและทุกสิ่ง ที่ฝังไว้
๔. ให้ลด ความรู้สึกชอบใจ-ไม่ชอบใจ ให้น้อยลง
๕. ให้ละ ความรู้สึกฟุ้งเฟ้อและแข็งกร้าว ที่มีอยู่
๖. ให้สลาย ความรู้สึกที่ไม่ดีทั้งมวล ให้สิ้นไป
๗. ให้ฝิกตน ให้มีใจเมตตา-กรุณา อย่างแท้จริง
๘. ให้รู้จัก ทำจิตใจให้สงบ ก็จบกัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อริยสัจ ๔ ประการคือ
ทุกข์ ได้แก่ความไม่สบายกายไม่สบายใจต่าง ๆ เพราะเป็นเหตุทนได้ยาก
สมุทัย คือ เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ได้แก่ตัณหา
นิโรธ คือ ความดับทุกข์ ได้แก่ดับตัณหาได้หมดสิ้น
มรรค คือ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่มรรคมีองค์ ๘
ทางสายกลาง
หรือมรรคมีองค์ ๘ ประกอบด้วย
๑. สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ คือเห็นว่าความเกิดเป็นความทุกข์ความแก่และความตายเป็นความทุกข์
การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก การประสบสิ่งที่ไม่รักปรารถนา สิ่งใดไม่สมหวัง
สิ่งเหล่านี้เป็นความทุกข์ ถึงแม้ว่าจะมีเงินมีชื่อเสียง มีความเป็นอยู่สะดวกสบาย
ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ยังอยู่ในวัยหนุ่มสาวก็ตามตราบใดที่ยังเอาชนะความคิดดีหรือชั่วไม่ได้
ควบคุมบังคับไม่ได้ ปัดให้ออกจากตัวทันทีไม่ได้ ย่อมจะมีทุกข์อยู่เสมอ
๒. สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ คือ คิดออกจากกามไปคิดพยาบาท คือที่จะกำจัดความโกรธ
และความเกลียดให้หมดไปจากสันดาน และคิดที่จะไม่เบียดเบียนใคร
๓. สัมมาวาจา วาจาชอบ มีความหมายอยู่ ๔ อย่างคือ ไม่พูดเท็จไม่พูดส่อเสียด
ไม่พูดคำหยาบ และไม่พูดเพ้อเจ้อ
๔. สัมมากัมมันตะ การทำชอบ มีความหมายอยู่ ๓ อย่างคือ เว้นจากการฆ่าสัตว์
เว้นจากการลักทรัพย์ เว้นจากการประพฤติผิดในกาม
๕. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ หมายถึงการประกอบอาชีพแต่ในทางสุจริต ไม่ผิดกฏหมาย
ไม่ผิดศีลธรรม ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน และจะประกอบแต่อาชีพเฉพาะที่ เหมาะแก่ภาวะหรือฐานะของตน
สมมุติว่าเป็น ข้าราชการก็จะไม่ทำอะไรให้ผิดไปจากหน้าที่ของตน และไม่ทำอะไรชนิดที่กิดให้เกิดความเดือดร้อนแก่ตนเองและคนส่วนใหญ่
เป็นต้น
๖. สัมมาวายามะ ความเพียรชอบ คือความชั่วอันใด หรืออกุศลธรรมอันใดที่ยังไม่ได้ละก็พยายามละ
อันไหนละได้แล้ว ก็พยายามไม่ให้เกิดขึ้นอีก ส่วนกุศลธรรมอันใด ที่ยังไม่ได้ทำให้มีเป็นขึ้น
ก็พยายามทำได้มีให้เป็นขึ้น อันไหนที่มีอยู่แล้วก็ทำให้เจริญยิ่งขึ้น
๗. สัมมาสติ ระลึกชอบ มีความหมายกว้างมาก แต่เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้วก็คือพยายามให้มีสติอยู่กับตัวเสมอ
พยายามที่จะฝึกแต่ในแง่ที่ทำให้กิเลสน้อยหรือเบาบางโดยลำดับ ผู้ที่มีสัมมาสติก็คือผู้ที่ปฏิบัติอยู่ในสติปัฏฐาน
๔
๘. สัมมาสมาธิ สมาธิชอบ (ตั้งใจมั่นชอบ) หมายถึง การเข้าสมาธิ ที่เป็นไปเพื่อการละนิวรณ์โดยตรง
หรือพูดอีกนัยหนึ่ง สัมมาสมาธิ คือ ฌาน ตั้งแต่ปฐมฌานขึ้นไป
มาเถิด มาค้นหาจิต เห็นจิต รู้จิตด้วยตนเอง
เพื่อจักชำระจิตให้บริสุทธิ์ โดยสิ้นเชิงพุทโธคือ .....? ผู้รู้ รู้อะไรล่ะ
ก็รู้สิ่งที่ควรรู้ คือ
รู้จักตนเอง รู้จักโลก นั่นคือ รู้จักธรรมผู้ตื่น ตื่นจากอะไรเล่า ก็ตื่นจากความหลับ
ความโง่งมงาย ความหลอกลวงที่โลกครอบงำผู้เบิกบาน ก็คือไม่หดหู่เหี่ยวแห้ง
ท้อแท้ แต่สดใส ชื่นบาน และเข้มแข็งสุภาษิตรักษาตัว กลัวกรรม อย่าทำชั่ว
จะหมองมัว หม่นไหม้ ไปเมืองผี จงเลือกทำ แต่กรรม ที่ดีดี จะได้มี ความสุข
พ้นทุกข์ภัย
กรรมตามสนอง
เรื่อง เนรคุณต่อผู้มีพระคุณ เรื่องเกิดขึ้นที่อำเภอป้อมปราบ ในตระกูลพ่อค้าที่มีความมั่งคั่ง
มีพ่อแม่ และลูกชายคนหนึ่ง จากการที่ตามใจลูกมาตั้งแต่เด็กจนโตเป็นหนุ่ม
ลักษณะและอุปนิสัยของลูกชายนั้น เป็นคนแข็งกร้าวชอบเอาแต่ใจตนเองเป็นใหญ่
นิสัยขี้โมโห โกรธง่าย เพราะถูกพ่อแม่เลี้ยงมา แบบเอาใจมากเลยทำให้นิสัยเสีย
พอพ่อแม่อายุย่างเข้า ๖๐ ปี ก็ได้มอบทรัพย์สมบัติและกิจการต่างๆ ให้เป็นของลูกโดยให้ลูกเป็นผู้ดูแลทั้งสิ้น
เมื่อได้รับมรดกดังกล่าวแล้ว ลูกชายคนนี้ก็ยิ่งมีความหยิ่งจองหองและปากเปราะมาก
บางครั้งแม่ของตัวเอง จะทานข้าวจะไปธุระ หรือจะไปนอน ตัวเองซึ่งเป็นลูกชายไม่เคยที่จะมาดูแลสุขทุกข์แต่อย่างใด
บางครั้งแม่จะขอเงินบางส่วน ไปทำบุญปล่อยนกปล่อยปลา ลูกชายก็ตะคอกใส่ โดยไม่คำนึงถึง
ว่าผู้นั้นเป็นผู้บังเกิดเกล้าของตน โดยไม่กลัวบาปและบางครั้งแม่พูดผิด หรือทำของตกหล่น
เป็นที่ไม่พึงพอใจลูกก็ด่าว่าโดยไม่มีการให้อภัย เป็นเรื่องบาปมากที่สุด
จนข้างบ้านเรือนเคียงรู้สึกมีความหดหู่ใจ ต่อบุตรที่เนรคุณต่อผู้มีพระคุณ
ครั้งต่อมาเมื่อแม่ของตนเองสิ้นบุญลง กิจการต่างๆ ก็เริ่มทรุดลง สำหรับตัวเองก็เสเพล
ดื่มเหล้า เที่ยวผู้หญิง แล้วก็เล่นการพนัน เพียง ๕ ปี กิจการต่างๆ ก็ล้มละลายและภายในครอบครัวก็มีเรื่องแตกแยกกัน
สภาพการเงินก็เลวลงกว่าที่เป็นอยู่ จนตัวเองคิดมาก และสุขภาพไม่แข็งแรง ป่วยสารพัดโรค
ทำให้ตนเองที่เคยขับขี่รถเบนซ์ ก็กลายเป็นต้องมาขี่จักรยาน ๒ ล้อแทน และทำงานในบริษัท
ในหน้าที่เด็กเดินหนังสือ ไม่ถึง ๒ เดือนก็ถูกไล่ออก เพราะนิสัยเดิมเป็นคนมุทะลุ
โกรธง่าย จองหอง จึงเป็นเหตุให้ทำงานไม่ได้ ผลสุดท้ายก็ต้องไปนั่งขอทาน ตามสะพาน
ตามศาลเจ้าต่างๆ เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ให้เห็นว่า ผู้บังเกิดเกล้าเป็นสิ่งที่เราจะต้องยกย่องนับถือ
และเทิดทูนเหนือสิ่งอื่นใด และต้องไม่เนรคุณ และลบหลู่ต่อท่านอย่างเด็ดขาด
มิฉะนั้นแล้วกรรมจะตามสนองเหมือนอย่างนี้ และฟ้าดินจะลงโทษอย่างหนัก เมื่อตายแล้วจะต้องตกนรกทันที
ขอให้ทุกท่านจงโชคดี และละความชั่วหมั่นสร้างบุญ
จาก "หลานสมเด็จฯ"
ชีวิตไร้สาระขณะนี้ ยังไม่สายเกินที่จะแก้ไข
แม้เวลาเหลือน้อยลงเพียงใด ควรภูมิใจที่ได้ทำดีทัน
มีใครเห็นหรือไม่เป็นไรเล่า จงเลือกเอาความดีที่สร้างสรรค์
ใครจะเห็นหรือไม่ไม่สำคัญ ใจเรานั้นรู้ว่าดี เท่านี้พอ.
เห็นหน้ากันเมื่อเช้า สายตาย
สายอยู่สุขสบาย บ่ายม้วย
บ่ายยังรื่นเริงกาย เย็นดับ ชีพแฮ
เย็นเห็นอยู่หยอกลูกด้วย ค่ำม้วย อาสัญ
คำจบทาน
อิทัง เม ทานัง อาสะวักขะยาวะหัง โหตุ
ขอทานนี้จงเป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้าได้สิ้นอาสวะกิเลสอิทัง เม ทานัง นิพพานะปัจจะโย
โหตุ
ขอทานนี้จงเป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้าได้ถึงพระนิพพานในปัจจุบันชาตินี้ ขอให้ได้มนุษย์สมบัติ
ขอให้ได้สวรรค์สมบัติ ขอให้ได้นิพพานสมบัติ จะนึกประสงค์สิ่งใดจอจงสมความปรารถนาทุกประการ
อันว่าโรคภัยไข้เจ็บ ความยากจนค่นแค้น และคำว่า "ไม่มี" ขออย่าให้ข้าพเจ้าประสบพบเลยฯแผ่เมตตาให้ตนเองอะหัง
สุขิโต โหมิ ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข
อะหัง นิททุกโข โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากความทุกข์อะหัง อะเวโร โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากเวรอะหัง
อัพยาปัชโฌ โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากอุปสรรคอันตรายทั้งปวงสุขี อัตตานัง
ปะริหะรามิ ขอให้ข้าพเจ้าจงมีสติสัมปชัญญะอยู่ทุกเมื่อ รักษากาย วาจา ใจ
ให้พ้นจากความทุกข์ทั้งปวงเถิด
ผลของกรรมดีและกรรมชั่วที่ทำให้มนุษย์มีชีวิตแตกต่างกัน
กรรมชั่ว กรรมดี
ฆ่าสัตว์ อายุสั้น ไม่ฆ่าสัตว์ คนอายุยืน
เบียดเบียนสัตว์ ขี้โรค ไม่เบียดเบียนสัตว์ สุขภาพดี
โกรธและพยาบาท ผิวพรรณหยาบ อดทนไม่โกรธตอบ ผิวพรรณดี
ริษยาคนอื่น ไม่มีเดชานุภาพ ไม่ริษยาคนอื่น มีเดชานุภาพมาก
หยิ่งจองหอง เกิดในตระกูลต่ำ อ่อนน้อม มีตระกูลสูงศักดิ์
ดื่มสุราเมรัย มีปัญญาทราม คบแต่บัณฑิต มีปัญญามาก
อยากรวย ให้ทำงาน
อยากสวย ให้รักษาศีล
อยากดี ให้เจริญภาวนา
ข้าฯ จะมีเกินใช้ แต่ไม่ใช่เกินมี
ธรรม - วโรวาท ของ ธมฺมวิตกฺโก
(เจ้าคุณนรรัตนราชมานิตย์)
หน่ายกาม
Sexsual craving arises through unwise thinking on the agreeable
and delightfyl. กามฉันท์หรือกามตัณหา เกิดขึ้นจากความไม่ฉลาดหลงคิด เห็นอารมณ์ต่างๆ
เป็นที่ถูกใจและน่ายินดี
If may be suppressed by the following 6 method ;-
สามารถข่มไว้ได้โดยวิธีทั้ง ๖ ดังต่อไปนี้
1. Fixing the mind upon an idea that arouses disguest.
เพ่งใจให้เห็นอสุภารมณ์คืออารมณ์ที่ปฏิกูลน่าเกลียด ไม่งามของสังขารร่างกายจนให้เกิดความเบื่อหน่ายคลายความรักใคร่
หายความกำหนัดยินดี
2. Meditation upon the impurity of the body.
เพ่งพินิจพิจารณาความปฏิกูลของร่างกาย (แยกออกเป็นอาการ ๓๒ ที่เรียกว่า กายคตาสติภาวนา
มีผม ขน เล็บ ฟัน หนังเนื้อ เอ็น กระดูก เป็นต้น)
3. Watching over the six doors of the sense.
ใช้สติสำรวมอินทรีย์ เฝ้าระวังทวารทั้ง ๖ (คือ หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อได้ประสบพบเห็นรูป
เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะและธรรมารมณ์ อย่าให้ความรักใคร่กำหนดยินดียินร้ายเกิดขึ้นภายในจิตใจ)
4. Moderation in eating
ให้รู้จักประมาณการบริโภค อย่าให้อิ่มจนเกินไปจะเป็นเหตุให้เกิดความกำหนัดทางกายและลุกลามเข้าไปถึงจิตใจให้เกิดความเศร้าหมองด้วย
ฉันทราคะ
5. Cultivating friendship with the gool.
ทำความวิสาสะคบค้าสมาคมสนทนาปราศัยสนิทสนมคุ้นเคยกับกัลยาณมิตรเพื่อนผู้ดีงาม
ที่ชักชวนให้สนทนาไปในทางที่จะให้เสื่อมคลายหายความรักใคร่กำหนัดยินดียินร้ายในรูป
เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะและธรรมารมณ์
6. Right instruction.
ฝึกปฏิบัติตนในทางที่ถูกตรงตามไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา
๑. พยายามกำจัดกิเลสเครื่องเศร้าหมองอย่างหยาบที่ล่วงออกมาทางกายวาจา
ด้วยศีล
๒. พยายามกำจัดตัดกิเลสเครื่องเศร้าหมองอย่างกลาง คือ นิวรณ์ทั้ง ๕ มีกามฉันท์
พยาบาท ถีนะมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ วิจิกิจฉาด้วยสมาธิ ย่นย่อนิวรณ์ ๕ ลง
เป็น ๓ คือ ราคะโลภะ โทสะ โมหะ ๑. กามฉันทะ นิวรณ์ความพอใจในการเป็นฝ่ายราคะโลภะ
๓. พยาบาทนิวรณ์ความขึ้งเครียดโกรธเป็นฝ่ายโทสะที่เหลืออีก ๓. คือถีนะมิทธะความหดหู่ง่วงเหงา
อุทธัจจะกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่าน รำคาญ และวิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย ทั้ง ๓
นี้เป็นฝ่ายโมหะ
๔. พยายามกำจัดตัดกิเลสอย่างละเอียด ที่เกิดจากทิฏฐิคือความเห็นด้วยปัญญา
ด้วยการพิจารณาเห็นตามความเป็นจริงของสังขาร ซึ่งมีลักษณะเกิดขึ้น เสื่อมสิ้น
ดับไปไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร The sensyual ciaving is fir ever
destioyed upon the entrance into Anagamiship.
กามฉันท์หรือกามตัณหานี้ สลัดกำจัดตัดได้อย่างเด็ดขอด ต่อเมื่อเข้าสู่กระแสพระอนาคามิมรรค
บรรลุถึงพระอนาคามิผล.
|